คลินิกกายภาพบำบัด บางพลัด MRT สิรินธร
ไหล่ติด รักษา

ไหล่ติด คืออะไร

ไหล่ติด (Frozen shoulder) คือ อาการที่เกิดจากการอักเสบหรือการทำลายเนื้อเยื่อบริเวณข้อไหล่ ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อในข้อไหล่ และทำให้เกิดอาการปวดและคร่อมของข้อไหล่ โดยอาการที่พบได้แก่

  1. อาการปวดของไหล่ เฉพาะเวลาเคลื่อนไหว อาจมีการแผลงตัวในขณะที่พยุงน้ำหนักของแขน
  2. การติดของข้อไหล่ ทำให้การเคลื่อนไหวของไหล่ถูกจำกัด ลำบาก หรือหย่อนเหนื่อยขณะทำกิจกรรมเช่น ขู่เข่า ดันท่ายกกล้ามเนื้อของแขน เป็นต้น
  3. การแขนกระตุก (Clicking) หรือเสียงดัง (Popping) ขณะเคลื่อนไหวของไหล่
  4. อาการบวมและอาการแดงของไหล่

สาเหตุ

ของไหล่ติด (Frozen shoulder) ยังไม่เป็นที่ทราบอย่างแน่ชัด แต่โดยทั่วไปแล้ว มักเกิดจากการทำลายหรือการอักเสบของเนื้อเยื่อในข้อไหล่ ทำให้เกิดการหดตัวของเนื้อเยื่อและการเกิดนิวรอน (Scar tissue) ที่บริเวณข้อไหล่ ทำให้การเคลื่อนไหวของไหล่ถูกจำกัด และเกิดอาการปวดและคร่อมของข้อไหล่

นอกจากนี้ ยังมีบางปัจจัยที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในการเกิดไหล่ติด เช่น

  1. คนที่มีโรคเบาหวาน หรือโรคไทรอยด์
  2. คนที่มีภาวะความดันโลหิตสูง
  3. คนที่มีการบาดเจ็บหรืออักเสบของข้อไหล่
  4. คนที่เคยมีไหล่ติดมาก่อน
  5. คนที่มีสภาพแข็งแรงของเนื้อเยื่อบริเวณข้อไหล่เกินไป เช่น คนที่ออกกำลังกายหนักเกินไป

การรักษาไหล่ติด (Frozen shoulder) จะขึ้นอยู่กับระยะของอาการและความรุนแรงของอาการ แต่โดยทั่วไปแล้ว การรักษาไหล่ติดจะประกอบไปด้วย

  1. การดูแลเองที่บ้าน: ควรเคลื่อนไหล่อย่างช้า ๆ เพื่อลดอาการปวด ใช้ผ้าห่อไหล่เพื่อรักษาความอบอุ่น และเลือกทำการกำจัดนิวรอนในการทำกิจกรรมที่ไม่ต้องใช้การเคลื่อนไหล่เยอะ ๆ
  2. การบริหารกล้ามเนื้อและเตรียมตัวก่อนทำกิจกรรม: การบริหารกล้ามเนื้อต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับไหล่ สามารถช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ การประกอบกิจกรรมก่อนที่จะเริ่มใช้ไหล่อย่างหนักๆ สามารถช่วยให้ไหล่แข็งแรงและคล้องตัวก่อนเริ่มทำกิจกรรม
  3. การใช้ยา: แพทย์อาจสั่งยาแก้ปวดและยาต้านการอักเสบเพื่อช่วยลดอาการปวดและอักเสบบริเวณไหล่
  4. การฝังเข็ม: การฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นวิธีการรักษาไหล่ติดที่ใช้งานได้ดี โดยการฝังเข็มจะช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด และช่วยให้กล้ามเนื้อหลังหย่อนลง
  5. การผ่าตัด: ถ้าอาการไหล่ติดรุนแรงและไม่ประสบความดีขึ้นจากการรักษาอื่นๆ แพทย์อาจต้องพิจารณาการผ่าตัด เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาที่รุนแรงขึ้น
  6. การกายภาพบำบัด (physical therapy) เป็นวิธีการรักษาไหล่ติดที่มีประสิทธิภาพมากๆ โดยผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสภาพร่างกาย และได้รับการออกแบบรายการกายภาพบำบัดที่เหมาะสมกับอาการของเขาเพื่อช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของไหล่และลดอาการปวด
    1. การยืดเส้นเอียง (Diagonal Stretch): เป็นการยืดกล้ามเนื้อและเส้นเอียงของไหล่และเอว โดยใช้เครื่องมือหรือโดยการทำกิจกรรมได้เอง
    2. การยืดกล้ามเนื้อส่วนหลัง (Back Stretch): การยืดกล้ามเนื้อส่วนหลังจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของไหล่ และช่วยลดความตึงของกล้ามเนื้อหลัง
    3. การปรับสมดุลกล้ามเนื้อ (Muscle Balancing): เป็นการเสริมกล้ามเนื้อและลดความตึงของกล้ามเนื้อที่อ่อนแอ เพื่อช่วยเพิ่มความเสถียรของไหล่
    4. การฝึกแรงกล้ามเนื้อ (Strength Training): เป็นการฝึกกล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของไหล่และป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ
    5. การฝึกการหมุนไหล่ (Rotator Cuff Strengthening): เป็นการฝึกกล้ามเนื้อในส่วนของ Rotator Cuff เพื่อช่วยเสริมและป้องกันการบาดเจ็บ
    6. การใช้เครื่องมือช่วย (Assistive Devices)
    7.  การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า (Electrical Stimulation): เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและลดอาการปวด
    8. การใช้เทปกาว (Kinesiology Tape): เทปกาวช่วยเสริมและรักษาไหล่โดยใช้การปรับและแก้ไขการทำงานของกล้ามเนื้อและเส้นเอียง
    9. การออกกำลังกายแบบโยคะ (Yoga): โยคะเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการยืดเส้นเอียงและเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะช่วยลดความตึงของไหล่
    10. การพักผ่อนและรักษาสมาธิ (Meditation): การพักผ่อนและรักษาสมาธิช่วยลดความเครียดและความตึงของไหล่

 

ปวดหลังช่วงเอว

ปวดหลังช่วงเอว เกิดจากอะไร แก้ไขยังไงดี

การปวดหลังช่วงเอวสามารถมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย เช่น อาการผิดปกติของกล้ามเนื้อ โรคข้อต่อ แผลบวม อักเสบ และอาการที่เกิดขึ้นจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไป หรือน้ำหนักที่หนักเกินไป

การแก้ไขปัญหาของการปวดหลังช่วงเอว ทำได้หลายวิธี คือ

  1. การดูแลตนเอง

  • ควรทำการออกกำลังกายแบบเบาๆ เช่น เดินเร็ว วิ่งเล่น หรือว่ายน้ำ เพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อส่วนล่างของร่างกาย และช่วยลดอาการปวดหลังช่วงเอวได้
  • ควรปรับเปลี่ยนท่านั่งของเราเมื่อทำงานนาน ๆ เพื่อลดการเอียงศีรษะลงมาด้านหน้า ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของการปวดหลังช่วงเอวได้
  • ใช้ท่าแบบยืดเหยียดกล้ามเนื้อช่วงเอว เช่น การเอียงลำตัวไปด้านซ้ายและขวา โดยค่อยๆ เพิ่มระดับยืดเหยียดไปเรื่อยๆ โดยใช้เวลาประมาณ 5-10 นาทีต่อวัน
  1. การรักษาแบบเฉพาะกิจ

  • ใช้น้ำร้อนหรือน้ำเย็นบนบริเวณที่ปวด เพื่อช่วยลดอาการปวด
  • ใช้ยาแก้ปวดพาราเซตามอลหรืออะซิโคดอน โดยการปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยาเป็นสิ่งสำคัญ
  1. การได้รับการรักษาจากแพทย์

  • หากการปวดหลังช่วงเอวไม่ดีขึ้นจากการดูแลตนเองหรือการรักษาแบบเฉพาะกิจ ควรได้รับการตรวจวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อวินิจฉัยสาเหตุของการปวดหลังช่วงเอว และตัดสินใจในการรักษาต่อไป
  • การรักษาอาจจะประกอบไปด้วยการฝังเข็ม การฟื้นฟูกล้ามเนื้อ การนวด กายภาพบำบัด หรือการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการปวดหลังช่วงเอว
  1. การใช้เครื่องช่วยสำหรับการปวดหลังช่วงเอว

  • สำหรับบางคนที่มีอาการปวดหลังช่วงเอวเฉียบพลันและรุนแรงมาก อาจจะต้องใช้เครื่องช่วยสำหรับการปวดหลัง เช่น TENS (Transcutaneous electrical nerve stimulation) หรือเครื่องส่งสัญญาณไฟฟ้าที่ต่อไปยังผิวหนัง เพื่อช่วยบรรเทาอาการปวด หรือเครื่องออกกำลังกายในน้ำ (hydrotherapy) ซึ่งจะช่วยลดน้ำหนักของร่างกายและลดแรงกดที่เกิดกับกระดูกและข้อต่อ
  1. การป้องกันการปวดหลังช่วงเอวในอนาคต

  • เพื่อป้องกันการเกิดการปวดหลังช่วงเอวในอนาคต ควรรักษาสุขภาพร่างกายอย่างเหมาะสม รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และหลีกเลี่ยงการยืนหรือนั่งเพียงแค่นานเกินไป หรือการทำงานที่ต้องยืนหรือนั่งเป็นเวลานานๆ โดยควรมีการพักผ่อนอย่างเพียงพอเพื่อลดความเครียดในส่วนหลังของร่างกาย และอย่าลืมใส่รองเท้าที่สะดวกสบายและรองเท้าที่มีความรอบรู้เทคโนโลยีสำหรับการสนับสนุนกระดูกและข้อต่อของเท้า

อย่าลืมว่าการดูแลสุขภาพร่างกายโดยเป็นระยะเวลานานจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดการปวดหลังช่วงเอวได้ ดังนั้นควรมีการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีสารอาหารครบถ้วน และมีการพักผ่อนและนอนหลับอย่างเพียงพอเพื่อสุขภาพร่างกายที่ดีที่สุด

ปวดหลังขาชา

ปวดหลัง ขาชา เกิดจากอะไร

คุณเคยตกใจเมื่อมีอาการปวดหลัง ขาชา แล้วไม่รู้ว่าเกิดจากอะไรหรือไม่

 

การปวดหลังและขาชาสามารถเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ โดยทั่วไปแล้วอาการนี้เกิดจากปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลต่อระบบกล้ามเนื้อและระบบประสาทในส่วนของหลังและขา

ตัวอย่างของสาเหตุที่ทำให้เกิดอาการปวดหลังและขาชาได้แก่

  • โรคหลอดเลือดสมองที่ส่งผลกระทบต่อเส้นประสาทที่อยู่ใกล้เคียงกับหลังและขา
  • โรคกระดูกพรุนหลัง เช่น กระดูกอ่อน (osteoporosis) หรือเส้นเอ็นผลึก (herniated disc) ที่ส่งผลกระทบต่อประสาทส่วนกลางและส่วนประสาทส่วนย่อยของหลังและขา
  • การบีบตัวของเส้นประสาทในหลังและขา ซึ่งอาจเกิดจากการเปลี่ยนท่านั่งโดยไม่ถูกต้องหรือนั่งนานเวลา
  • ความเครียดหรือภาวะสุขภาพจิตที่ทำให้กล้ามเนื้อหลังและขาอักเสบ
  • อาการแพ้ยาหรือภูมิแพ้ที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในระบบประสาท
  • อาการปวดเมื่อยในกล้ามเนื้อหลังและขาที่เกิดจากการใช้กล้ามเนื้อมากเกินไปหรือการทำงานหนักในเวลานาน
  • การใช้ยาแก้ปวด เช่น พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือนอร์ทริพทานอล (NSAIDs) เพื่อลดอาการปวดและอักเสบในเวลาชั่วคราว
  • การทำกิจกรรมกายภาพบำบัด เช่น การเยื้องหลัง การยืดกล้ามเนื้อ การฝึกหลังและขา เพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย
  • การใช้เครื่องอำพันไฟฟ้า หรือ TENS (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation) เพื่อลดอาการปวดและอักเสบในส่วนของหลังและขา
  • การแพทย์แผนไทย เช่น การนวดและบริหารจุดต่างๆ บนร่างกาย เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดและป้องกันการอักเสบในส่วนต่างๆ ของร่างกาย
  • การรักษาโรคพื้นฐานที่ส่งผลต่ออาการปวดหลังและขาชา เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณมีอาการปวดหลังและขาชาเป็นเวลานานหรือมีอาการรุนแรง คุณควรพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

ออกกำลังกายผู้สูงอายุ

การออกกำลังกาย ผู้สูงอายุ

ขณะที่คนแก่กำลังแก่ขึ้น การรักษาพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เป็นเชิงกิจกรรมย่อมมีความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพทางกายและทางจิตใจ ดังนี้คือบางการออกกำลังกายที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุ:

  • การเดิน: การเดินเป็นการออกกำลังกายที่มีผลกระทบต่ำและสามารถทำได้ทุกที่ มันช่วยปรับปรุงสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด รักษาความหนาแน่นของกระดูก และลดความเสี่ยงของการล้มลง
  • ไทเก็ก: การฝึกไทเก็กเป็นการออกกำลังกายที่มีผลกระทบต่ำ ที่เน้นการเคลื่อนไหวช้า อากาศหายใจลึก มันช่วยปรับปรุงสมดุล ความยืดหยุ่น และสุขภาพทางกายและจิตใจโดยรวม
  • โยคะ: โยคะเป็นการออกกำลังกายแบบอ่อนโยนที่ช่วยปรับปรุงความยืดหยุ่น สมดุล และความแข็งแรง มันยังส่งเสริมความผ่อนคลายและช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
  • การฝึกด้วยการต้านทาน: การฝึกด้วยการต้านทานช่วยรักษากล้ามเนื้อและความแข็งแรงซึ่งมีประโยชน์ต่อฟังก์ชั่นทางกายภาพและอิสระในการดำเนินชีวิต
  • การออกกำลังกายในน้ำ: เช่นว่าการว่ายน้ำหรือการทำโยคะน้ำสามารถเป็นการกระทำที่มีผลกระทบต่ำและอ่อนโยนต่อข้อต่อ ทำให้เป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้สูงอายุที่มีอาการเจ็บข้อต่อหรือข้อเสื่อม

สำคัญมากที่ผู้สูงอายุต้องปรึกษากับผู้ให้การดูแลสุขภาพของพวกเขาก่อนเริ่มโปรแกรมการออกกำลังกายเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดภัยสำหรับสุขภาพและระดับการออกกำลังกายของพวกเขาโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม อาการเจ็บปวดตามข้อเข่า กล้ามเนื้อ หรือส่วนต่างๆของร่างกาย อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุไม่อยากจะเดิน หรือทำกิจกรรมต่างๆได้ เราจึงแนะนำให้ลูกหลาน พาผู้สูงอายุในบ้าน เช็คร่างกาย ฝึกฝนกับนักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้เค้าเหล่านั้น มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถออกกำลังกายได้ด้วยตัวเอง